30*กินเจตลอดชีวิต


หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต สอนเรื่องการกินเจ... เทศน์แก่พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่าน...

"คนเรามันไม่ได้วิเศษเพราะการกินผักกินเนื้อนะ
แต่มันวิเศษด้วยการกินเพราะการพินิจพิจารณาโดยแยบคาย อันผักหญ้าเนื้อนั้นมันไม่ได้รู้
เรื่องดี เรื่องชั่ว เหมือนคนเรา จิตเราดอก

พระธรรมคำสอนแง่หนักเบาต่างหาก ที่เรานำมาพินิจพิจารณา แล้วนำมาสอนตนจะทำให้เราดีขึ้นได้ เรื่องกิน อยู่หลับนอน อะไรๆ พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงบัญญัติไว้หมดแล้ว ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรกับกินเจ
ไม่กินเจ กินเนื้อ ไม่กินผัก กินแต่ผักไม่กินเนื้อ อันไหนกินได้ ฉันได้ ท่านก็บัญญัติไว้หมดแล้ว

ถ้าท่านคิดว่าการกินแต่ผักทำให้ท่านเลิศเลอเป็นผู้วิเศษขึ้นมาได้ อันนี้ผมก็สุดปัญญาที่จะสอนท่าน ถ้าการกินแต่ผักอย่างท่านว่า เป็นผู้บริสุทธิ์สิ้นกิเลส
จบพรหมจรรย์ได้ มนุษย์ไม่ได้สิ้นกิเลสหรอกวัวควายเป็นต้นนั่นแหละมันจะสิ้นก่อน เพราะมันไม่ได้กินเนื้อ มันกินแต่ผักแต่หญ้า เต็มปากเต็มพุง
มันกินแต่ผักแต่หญ้า ทำไมลูกมันถึงเต็มท้องไร่ทุ่งนา

ถ้าการกินแบบท่านว่าเป็นของเลิศ วัวควายมันเลิศก่อนแล้ว เพราะมันเกิดมามันก็กินแล้ว โดยไม่ต้องมีใครคอยสอน ถึงท่านกินยังไง มันก็ไม่เท่าวัวเท่าควายกินหรอก เพราะวัวควายมันปฏิเสธเนื้อโดยประการทั้งปวง กินแต่ผักแต่หญ้า

ถ้าจะกินเจ ฉันเจ กินผักไม่กินเนื้อ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่การไปหาตำหนิคนโน้นคนนี้ว่า กินเนื้อเป็นเปรตเป็นผี มันไม่สมควร แล้วก็มาหลงตน ยกยอตนว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่าคนอื่นเขา ท่านดูใจของท่านเองก็ได้นี่ ว่ามันประเสริฐตรงไหนหรือยัง ถ้ายังไม่ประเสริฐให้รีบแก้ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เผาหัวอยู่นั่นล่ะ มันเป็นสิ่งที่ท่านต้องแก้เสียโดยเร็วพลัน ไม่ใช่วัน ๆ เที่ยวแต่ชวนหาคนมากินผัก ไอ้ผักนั้นผมก็กิน

คนเรามันประเสริฐเลิศได้ด้วยความประพฤติ มิใช่เพราะการกิน ส่วนเรื่องการกินเป็นเรื่องรอง ๆ อย่าเอามาเป็นเรื่องเอก ท่านจะกินก็กินเถอะเจ ผักของท่านนั้น ผมไม่เอาด้วยหรอก"

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เทศน์สอนแก่พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร (วัดทิพยรัฐนิมิตร จ.อุดรธานี) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่าน เมื่อท่านพูดจบลง คณะญาติโยมที่มาด้วยเงียบกริบ มองตากันปริบๆ ไม่มีใครกล้าพูดกล้าแสดงอะไรอีก บางคนคงจะรู้สึกว่าเหมือนฟ้ามันผ่าลงที่กบาลฤดูแล้ง บางคนก็คงจะเห็นเหตุผลที่ท่านแสดงอย่างคมคาย แต่สำหรับบางคนที่จิตใจไม่ยอมรับความจริง ก็ถือว่าเป็นกรรมของสัตว์ไป
จากประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=18682
=======================================
หมายเหตุ :: เรื่องหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต สอนเรื่องการกินเจนี้ ท่านเทศน์สอนแก่ “พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร” (วัดทิพยรัฐนิมิตร จ.อุดรธานี) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่าน ไม่ใช่เทศน์สอนแก่ “พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม” (วัดป่าวิสุทธิธรรม จ.สกลนคร) ตามที่มีการเผยแพร่และเข้าใจกัน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ค่ะ
(๑) “พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร” (วัดทิพยรัฐนิมิตร จ.อุดรธานี) เป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต รุ่นเดียวกันกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ฯลฯ และเป็นผู้ที่ฉันเจ (มังสวิรัติ) โดยตลอดซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป แม้ในประวัติของหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ก็มีกล่าวถึงว่าหลวงปู่หล้าธุดงค์ไปพักกับ “พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร” ที่ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม แล้ว “พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร” บอกว่าให้หลวงปู่หล้าฉันอะไรก็ได้ แล้วแต่บิณฑบาตมาได้ ไม่จำเป็นต้องฉันเจ (มังสวิรัติ) ตามท่าน
ส่วน “พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม” (วัดป่าวิสุทธิธรรม จ.สกลนคร) เป็นลูกศิษย์รุ่นหลังของหลวงปู่มั่น และไม่ค่อยได้ฉันเจ (มังสวิรัติ) เท่าไหร่นัก
(๒) หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เทศน์เรื่องนี้สอนแก่ “พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร” ในระยะที่หลวงปู่มั่นยังจำพรรษาอยู่ ณ วัดเจดีย์หลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ คือ ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พนฺธุโล) ได้ให้ “พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร” ขึ้นไปเชียงใหม่เพื่ออาราธนาหลวงปู่มั่นให้กลับภาคอีสาน แต่ก็ไม่เป็นผล ครั้งนั้น “พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร” ไปเล่าเรื่องฉันเจ (มังสวิรัติ) ให้หลวงปู่มั่นฟังจนเป็นเหตุให้หมู่คณะทะเลาะแตกแยกกัน หลวงปู่มั่นบอกว่า พระอรหันต์ทั้งหลายท่านไม่ทะเลาะกันเพราะเรื่องกินเรื่องขี้ดอก อะไรพวกเราจะมาทะเลาะกันเพราะเรื่องพรรค์นี้
ซึ่งในขณะนั้น “พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม” ยังไม่เคยพบหลวงปู่มั่นและยังไม่ได้บวชด้วย เพราะ “พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม” ได้บรรพชาเป็นสามเณรองค์สุดท้ายที่หลวงปู่มั่นเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้เอง เมื่อก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ขณะที่หลวงปู่มั่นเดินทางจาก จ.อุดรธานี ไปพักที่เสนาสนะป่าบ้านโคก (วัดป่าวิสุทธิธรรม ในปัจจุบัน) อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร อันเป็นบ้านเกิดของ “พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม” และหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ (พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม เป็นหลานของหลวงปู่กงมา)
(๓) หนังสือประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ได้บันทึกไว้คลาดเคลื่อนในเรื่องชื่อฉายา หลวงปู่อุ่น นี้ โดยมีสับสนกันอยู่หลายที่ในหนังสือหลายเล่ม เพราะหลวงปู่มั่นมีลูกศิษย์ชื่อ อุ่น อยู่หลายองค์ เรียงตามลำดับพรรษาดังนี้คือ หลวงปู่อุ่น ธมฺมธโร, หลวงปู่อุ่น อุตฺตโม, หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม และหลวงปู่อุ่น ชาคโร
=======================================
รวมกระทู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ “การกินเจ-มังสวิรัติ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=39721

Image may contain: 1 person , text

" ใครจะเจริญสมถะหรือวิปัสสนาขั้นใดก็ตาม ถ้าขาด "สติ" แล้วสมถะและวิปัสสนานั้นไม่มีทางเจริญได้เลย นับแต่เริ่มแรกปฏิบัติมาจนสุดทางเดินผมไม่มองเห็นธรรมใดที่เด่นและฝังลึกในใจเท่า "สติ" นี่เลย

"สติ" เป็นทั้งพี่เลี้ยง เป็นทั้งอาหาร เป็นทั้งยารักษาของสมาธิและปัญญาทุกขั้น ธรรมดังกล่าวนี้จะเจริญได้จนสุดขั้นของตน ล้วนขึ้นอยู่กับ "สติ" เป็นผู้บำรุงรักษาโดยจะขาดไม่ได้

ท่านจงฟังให้ถึงใจ ยึดไว้อย่าหลงลืม "สติ" นี่แลคือขุมกำลังใหญ่แห่งความเพียรทุกด้าน ต้องผ่าน "สติ" นี้ก่อนจะเคลื่อนไหวโยกย้ายความคิดเห็นไปในทางใด หยาบหรือ ละเอียดในธรรมขั้นใด ต้องมี "สติ" เป็นตัวการสำคัญในวงความเพียร "

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต สอนเรื่องการกินเจ...

เทศน์แก่พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่าน...

"คนเรามันไม่ได้วิเศษเพราะการกินผักกินเนื้อนะ
แต่มันวิเศษด้วยการกินเพราะการพินิจพิจารณาโดยแยบคาย อันผักหญ้าเนื้อนั้นมันไม่ได้รู้เรื่องดี เรื่องชั่ว เหมือนคนเรา จิตเราดอก

พระธรรมคำสอนแง่หนักเบาต่างหาก ที่เรานำมาพินิจพิจารณา แล้วนำมาสอนตนจะทำให้เราดีขึ้นได้ เรื่องกิน อยู่หลับนอน อะไรๆ พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงบัญญัติไว้หมดแล้ว ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรกับกินเจ ไม่กินเจ กินเนื้อ ไม่กินผัก กินแต่ผักไม่กินเนื้อ อันไหนกินได้ ฉันได้ ท่านก็บัญญัติไว้หมดแล้ว

ถ้าท่านคิดว่าการกินแต่ผักทำให้ท่านเลิศเลอเป็นผู้วิเศษขึ้นมาได้ อันนี้ผมก็สุดปัญญาที่จะสอนท่าน ถ้าการกินแต่ผักอย่างท่านว่า เป็นผู้บริสุทธิ์สิ้นกิเลส
จบพรหมจรรย์ได้ มนุษย์ไม่ได้สิ้นกิเลสหรอกวัวควายเป็นต้นนั่นแหละมันจะสิ้นก่อน เพราะมันไม่ได้กินเนื้อ มันกินแต่ผักแต่หญ้า เต็มปากเต็มพุง
มันกินแต่ผักแต่หญ้า ทำไมลูกมันถึงเต็มท้องไร่ทุ่งนา

ถ้าการกินแบบท่านว่าเป็นของเลิศ วัวควายมันเลิศก่อนแล้ว เพราะมันเกิดมามันก็กินแล้ว โดยไม่ต้องมีใครคอยสอน ถึงท่านกินยังไง มันก็ไม่เท่าวัวเท่าควายกินหรอก เพราะวัวควายมันปฏิเสธเนื้อโดยประการทั้งปวง กินแต่ผักแต่หญ้า

ถ้าจะกินเจ ฉันเจ กินผักไม่กินเนื้อ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่การไปหาตำหนิคนโน้นคนนี้ว่า กินเนื้อเป็นเปรตเป็นผี มันไม่สมควร แล้วก็มาหลงตน ยกยอตนว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่าคนอื่นเขา ท่านดูใจของท่านเองก็ได้นี่ ว่ามันประเสริฐตรงไหนหรือยัง ถ้ายังไม่ประเสริฐให้รีบแก้ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เผาหัวอยู่นั่นล่ะ มันเป็นสิ่งที่ท่านต้องแก้เสียโดยเร็วพลัน ไม่ใช่วัน ๆ เที่ยวแต่ชวนหาคนมากินผัก ไอ้ผักนั้นผมก็กิน

คนเรามันประเสริฐเลิศได้ด้วยความประพฤติ มิใช่เพราะการกิน ส่วนเรื่องการกินเป็นเรื่องรอง ๆ อย่าเอามาเป็นเรื่องเอก ท่านจะกินก็กินเถอะเจ ผักของท่านนั้น ผมไม่เอาด้วยหรอก"

... เมื่อท่านพูดจบลง คณะญาติโยมที่มาด้วยเงียบกริบ มองตากันปริบ ๆ ไม่มีใครกล้าพูดกล้าแสดงอะไรอีก บางคนคงจะรู้สึกว่า เหมือนฟ้ามันผ่าลงที่กบาลฤดูแล้ง บางคนก็คงจะเห็นเหตุผล ที่ท่านแสดงอย่างคมคาย แต่สำหรับบางคนที่จิตใจไม่ยอมรับความาจริง ก็ถือว่าเป็นกรรมของสัตว์ไป

...................................................
ธรรมคำสอนโดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ที่มา : จากประวัติ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท
พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง

" ผมปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นบรรดาลูกศิษย์มีความเข้มแข็งต่อแดนพ้นทุกข์ด้วยความเพียรทุกประโยค ที่เต็มไปด้วยสติปัญญาเป็นหัวหน้างาน ไม่งุ่มง่ามเซอะซะต่อตัวเองตลอดธุระหน้าที่ทั้งหลาย สมกับศาสนายอดเยี่ยมด้วยหลักธรรมที่สอนคนให้ฉลาดทุกแง่ทุกมุม

แต่ไม่ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นผู้ปฏิบัติที่มาอาศัยด้วยเป็นคนอ่อนแอ โง่เง้าเต่าตุ่นวุ่นวายอยู่กับอารมณ์เครื่องผูกพันด้วยความนอนใจ และเกียจคร้านในกิจการที่จะยกตัวให้พ้นภัย ไม่ขยันคิดอ่านด้วยความสนใจในงานของตัวทุกประเภท เพราะงานของพระผู้พร้อมแล้วเพื่อข้ามโลกข้ามสงสารเป็นงานชั้นเยี่่ยม

ไม่มีงานใดในโลกจะหนักหน่องถ่วงใจยิ่งกว่างานยกจิตให้พ้นจากห้วงแห่งวัฏฏทุกข์ งานนี้เป็นงานที่ทุ่มเทกำลังใจทุกด้าน แม้ชีวิตก็ยอมสละไม่อาลัยเสียดาย จะเป็นตายก็มอบไว้กับความเพียร เพื่อรื้อถอนให้พ้นจากหลุมลึกคือกิเลสทั้งมวล "

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

"...อย่าลดละท้อถอยความเพียร ธรรมเป็นสมบัติกลางและเป็นสมบัติของทุกคนที่ใคร่ต่อธรรม พระพุทธเจ้ามิได้ผูกขาดไว้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ ต่างมีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของได้ด้วยการปฏิบัติดีของตนด้วยกัน..."

โอวาทธรรม
พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ. สกลนคร

(พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)
:จากหนังสือชีวประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
โดยท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน




ถึงกินเจตลอดชีวิต แต่ไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล ไม่เจริญภาวนา ก็อย่าหวังรอดจากนรก

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ เมตตากรุณาสั่งสอนไว้ว่า "การเจริญสติบำเพ็ญภาวนาเท่านั้นถึงจะบรรลุพระอรหันต์ได้ การตัดกิเลสตัณหาต้องใช้พระกรรมฐานเท่านั้น พระกรรมฐานมีให้เลือกตั้งสี่สิบกอง"

ในอดีตมีคนเคยมาชวนหลวงปู่ฉันเจ ฝ่ายหลวงปู่ท่านตอบว่า "ถ้ากินเจมันประเสริฐเป็นบุญใหญ่นัก วัว ควาย ก็คงเป็นพระอรหันต์หมดแล้ว คนเราจะกินอะไรไม่สำคัญ สำคัญที่ว่ากิเลสตัณหาตัดได้หรือเปล่า แล้วการกินเจก็ไม่ช่วยให้กิเลสตัณหาลดลง แต่ถ้าจะกินเพื่อสุขภาพละก็อนุโมทนา

แต่การกินเจไม่ช่วยให้พ้นนรกได้หรอก คนกินเจลงนรกก็เยอะแยะ เพราะกิเลสตัณหายังเต็มหัวมันอยู่" ท่านดูใจของท่านเองก็ได้นี่ ว่ามันประเสริฐตรงไหนหรือยัง ถ้ายังไม่ประเสริฐให้รีบแก้ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เผาหัวอยู่นั่นล่ะ มันเป็นสิ่งที่ท่านต้องแก้เสียโดยเร็วพลัน ไม่ใช่วัน ๆ เที่ยวแต่ชวนหาคนมากินผัก

คนเรามันประเสริฐเลิศได้ด้วยความประพฤติ มิใช่เพราะการกิน ถึงกินเจตลอดชีวิต แต่ไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล ไม่เจริญภาวนา ก็กินเจเสียเปล่า หาประโยชน์มิได้ แล้วยังไม่ช่วยให้ตัวเองพ้นจากขุมนรกในสมัยพุทธกาล

พระเทวทัตตั้งตัวเองเป็นศาสดาแล้วตั้งโกหัญญกรรม ๕ ประการคือ
๑. ให้อยู่ในเสนาสนะป่า ตลอดชีวิต ห้ามตั้งวัด ห้ามเข้าเมืองเลย
๒. ให้ถือบิณฑบาต ตลอดชีวิต อาหารที่มีคนมาถวายหลังบิณฑบาตให้ทิ้งให้หมด
๓. ให้ทรงผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้วและผ้าเนื้อเลว ตลอดชีวิต ผ้าเนื้อดีเผาทิ้งให้หมด
๔. ให้อยู่โคนไม้ ห้ามนอน ตลอดชีวิต
๕. ให้งดฉันมังสาหาร คือห้ามกินเนื้อ ตลอดชีวิตพระพุทธองค์บรมศาสดาไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า "ไม่ควร ควรให้ปฎิบัติได้ตามศรัทธา" ด้วยทรงเห็นว่า ยากแก่การปฎิบัติ เป็นการเกินพอดีไม่เป็นทางสายกลาง พระเทวทัตจึงโจทก์โทษพระบรมศาสดา ประกาศว่า คำสอนของตนประเสริฐกว่า คนที่มีปัญญาบารมีน้อยหลงเชื่อ ยอมทำตนเข้าเป็นสาวก ครั้นพระเทวทัตได้ภิกษุยอมเข้าเป็นบริษัทของตนแล้ว ก็พยายามทำสังฆเภท ตั้งตัวเป็นศาสดาเสียเอง แล้วท้ายที่สุด พระเทวทัตก็โดนธรณีสูบ ไหม้อยู่ที่อเวจีมหานรก...




~โอวาทธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต~ คนฉลาดปกครองตนให้มีความสุขและปลอดภัย
ไม่จำเป็นต้องเที่ยวแสวงหาทรัพย์มากมาย
หรือเที่ยวกอบโกยเงินเป็นล้านๆ มาเป็นเครื่องบำรุง
จึงมีความสุข
ผู้มีสมบัติพอประมาณในทางที่ชอบ

มีความสุขมากกว่าผู้ได้มาในทางมิชอบเสียอีก
เพราะนั่นไม่ใช่สมบัติของตนอย่างแท้จริง
ทั้งๆ ที่อยู่ในกรรมสิทธิ์
แต่กฏความจริง คือกรรมสาปแช่งไม่เห็นด้วย
และให้ผลเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด
นักปราชญ์ ท่านจึงกลัวกันหนักหนา
แต่คนโง่อย่างพวกเรา
ผู้ชอบสุกเอาเผากิน และชอบเห็นแก่ตัว
ไม่มีวันอิ่มพอ ไม่ประสบผล คือ ความสุขดังใจหมาย..

หัวหน้าเทวดากล่าวสรรเสริญธรรมองค์หลวงปู่มั่น

...นับตั้งแต่ท่านมาพักที่นี่ทำให้พวกเทวดาสบายใจไปทั่วกัน เทวดามีความสุขมากผิดปกติ เพราะกระแสเมตตาธรรมท่านเป็นกระแสที่บอกไม่ถูกและอัศจรรย์มาก ไม่มีอะไรเหมือนเลย ฉะนั้น ท่านพักอยู่ที่ไหน พวกเทวดาต้องทราบกันจากกระแสธรรมที่แผ่ออกจากองค์ท่านไปทุกทิศทุกทาง แม้เวลาท่านแสดงธรรมแก่พระเณรและประชาชน กระแสเสียงท่านก็สะเทือนไปหมดทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง ไม่มีขอบเขต ใครอยู่ที่ไหนก็ได้เห็นได้ยิน นอกจากคนตายแล้วเท่านั้นจะไม่ได้ยิน

หลวงปู่มั่น จีงได้กล่าวย้อนถามหัวหน้าเทวดา ณ.สถานที่นั้นกลับบ้างว่า.. " ก็มนุษย์ไม่เห็นได้ยินกันบ้าง ถ้าว่าเสียงเทศน์สะเทือนไปดังไกลดังที่ว่านั้น "

หัวหน้าเทวดารีบกล่าวเรียนตอบท่านหลวงปู่มั่นทันที ว่า..

"..ก็มนุษย์เขาจะรู้เรื่องอะไร และสนใจกับศีลธรรมอะไรกันท่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเขา เขาเอาไปใช้ในทางบาปทางกรรม และขนนรกมาทับถมตัวตลอดเวลา นับแต่วันที่เขาเกิดจนกระทั่งเขาตายไป เขามิได้สนใจกับศีลธรรมอะไร เท่าที่ควรแก่ภูมิของตนหรอกท่าน

มีน้อยเต็มทีผู้ที่สนใจจะนำตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไปทำประโยชน์ คือศีลธรรม ชีวิตเขาก็น้อยนิดเดียวถ้าเทียบกันแล้วมนุษย์ตายคนละกี่สิบกี่ร้อยครั้ง เทวดาที่อยู่ภาคพื้นแม้เพียงรายหนึ่งก็ยังไม่ตายกันเลย ไม่ต้องพูดถึงเทวดาบนสวรรค์ชั้นพรหมซึ่งมีอายุยาวนานกันเลย

มนุษย์จำนวนมากมีความประมาทมาก ที่มีความไม่ประมาทมีน้อยเต็มที มนุษย์เองเป็นผู้รักษาศาสนา แต่มนุษย์เสียเองไม่รู้จักศาสนา ไม่รู้จักศีลธรรมซึ่งเป็นของดีเยี่ยม มนุษย์คนใดก็รู้จักแต่จะทำชั่วถ่ายเดียว เขายังแต่ลมหายใจเท่านั้นพอเป็นมนุษย์อยู่กับโลกเขา พอลมหายใจขาดไปเท่านั้น เขาก็จมไปกับความชั่วของเขาทันทีแล้ว

เทวดาก็ได้ยินทำไมจะไม่ได้ยินปิดไม่อยู่ เวลามนุษย์ตายแล้วนิมนต์พระท่านมาสาธยาย"กุสลาธัมมา"ให้คนตายฟัง เขาจะเอาอะไรมาฟัง สำหรับคนชั่วขนาดนั้น พอแต่ตายลงไปกรรมชั่วก็มัดดวงวิญญาณเขาไปแล้ว เริ่มแต่ขณะสิ้นลมหายใจจะมีโอกาสมาฟังเทศน์ฟังธรรมได้อย่างไร.."

ธรรมะประวัติ : องค์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

“....ธรรมแม้จะมีเต็มไปทั้งโลกธาตุ ก็ไม่สามารถอำนวยประโยชน์ ให้แก่ผู้ไม่สนใจนำไปปฏิบัติรักษาตัว เท่าที่ควรจะได้รับจากธรรม ธรรมก็อยู่แบบธรรม สัตว์โลกก็หมุดตัวเป็นกงจักร ไปกับทุกข์ในภพน้อยภพใหญ่แบบสัตว์โลก โดยไม่มีจุดหมายปลายทาง ว่าจะสิ้นสุดทุกข์กันลงได้เมื่อใด ไม่มีทางช่วยได้ ถ้าไม่สนใจช่วยตัวเองโดยยึดธรรมมาเป็นหลักใจและพยายามปฏิบัติตาม....”

จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

มองโลกในแง่ดี ก็หลอกตัวเอง
มองโลกในแง่ร้าย ก็หลอกตัวเอง
มองโลกด้วยใจเป็นกลาง จึงเห็นโลกอันแท้จริง
แท้จริงโลกไม่มีความดีและความเลวโดยตัวมันเอง
ความดีและความเลวของสิ่งใด ๆ
อยู่ที่ใจ ไปแยกแยะกำหนด นิยามตามความนิยม
แล้วสร้างความอยากยึดถือใว้
โลกกลาง ๆ เลยถูกเหมาเอาเป็นโลกน่าพอใจบ้าง
ไม่น่าพอใจบ้าง โดยที่มันไม่ได้รู้เรื่องใด ๆ ด้วยเลย
เมื่อใดที่ "จิตว่าง" มันจึงจะเห็นโลกทั้งหลาย
ไร้ความหมายด้วยประการทั้งปวง

คติธรรมคำสอน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต




Subpages (3): 01 02 03